Best of 2019 (Part 4/6) – TOP 5 MOVIES

สารบัญทั้ง 6 Part https://jukewith.me/best-of-2019


5 อันดับภาพยนตร์ที่ถูกใจเพจนี้ที่สุดในปี 2019 มีแต่เป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจจะรอดูในทีแรก เพราะเรื่องที่ตั้งใจไว้แต่เนิ่นๆ นั้น ส่วนใหญ่จะรถผ้าป่าคว่ำหมด😅

ทั้ง 5 เรื่องในลิสต์นี้ มาจากความประทับใจในขณะดู หรือหลังดูจบไปสักระยะ ซึ่งความประทับใจนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่ไม่ได้แปลว่าหนังเรื่องนั้นต้องสนุกเสมอไป แต่อาจมีคุณค่าทางจิตใจกับเราในด้านใดด้านหนึ่งครับ


TOP 5 MOVIES


อันดับ 5. Parasite


เป็นหนังที่มีกระแสตอบรับดีมาก ในความหนักของประเด็นที่หยิบมาเล่า และความสมเหตุสมผลของตัวบทหนัง ที่ดูกี่ทีๆ ก็ไม่ติดขัด แสดงให้เห็นถึงกึ๋นของทีมสร้างไม่น้อย

ผมชอบจังหวะการเล่าเรื่องที่ไม่ช้าและไม่เร็ว เว้นช่วงให้คนดูสามารถทำความเข้าใจกับสถานการณ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเล่าออกมาตรงๆ อีกทั้งมุมกล้อง, Screenplay ทุกอย่างก็ออกมาดูดี อยู่ถูกที่ถูกทาง ช่วยเสริมให้ดูแล้วเข้าใจได้ตลอด ดังนั้นเมื่อสิ่งแวดล้อมไม่เป็นอุปสรรคกับการเล่าเรื่องแล้ว คนดูจึงสามารถเปิดรับความหนักอึ้งของเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะการจิกกัดเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแสบสันต์ หรือผลลัพธ์ของหนังที่ต้องบอกว่าจุกไม่ใช่น้อย

ผมชอบความเบลอในแง่ของศีลธรรม ที่ Parasite หยิบเอามานำเสนออยู่ตลอด ให้เราได้เห็นหลายๆ ด้านของตัวละคร เพื่อให้รู้ว่าก่อนที่เขาจะทำเรื่องเลวร้ายสักอย่าง มันมีอะไรเกิดขึ้นหรือเป็นแรงจูงใจมา และคนเราสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อดิ้นรนที่จะอยู่หรือแก้ไขปัญหาได้.

มี Quote หนึ่งที่ผมชอบมากจากเรื่องนี้ คือ ‘ถ้าฉันรวยขนาดนั้น ฉันก็คงใจดีเหมือนกัน’ มันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่างได้ในหมัดเดียวจริงๆ


อันดับ 4. Joker


ภาพยนตร์ที่ทั่วโลกจับตามอง สำหรับโจ๊กเกอร์ที่ถูกนำมาตีความใหม่ให้เป็นหนังดราม่าเนื้อหาจริงจัง เปี่ยมไปด้วยพลังอันเหลือล้นจากฝีมือการแสดงของวาคีน ฟินิกซ์

ผมชอบโทนสีของภาพที่ออกมา ในแทบทุกฉากสามารถคุมให้อยู่ในทิศทางเดียวกันได้ เรียกว่าสวยเหมือนใส่ฟิลเตอร์ Instagram อยู่ตลอดเวลา องค์ประกอบภาพก็ลงตัว อย่างที่สมควรยกย่องให้เป็นภาพยนตร์ที่งานวิช่วลดีที่สุดในปีนี้เลยเสียด้วยซ้ำ

สิ่งที่เราหลงใหลอีกอย่างของ Joker คือการเลือกเพลงมา Insert ในแต่ละช่วงได้ฉลาด บางโมเมนต์ที่ดูดาร์ค ดูหดหู่มาก แต่เพลงกลับสว่างไสวคอนทราสต์กัน ภาพที่ออกมาจึงดูงดงามและแปลกประหลาด เชิดชูความเลวทราม สร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งรุนแรงภายในหนัง นี่จึงถือเป็นโฆษณาชวนเชื่อสำหรับตัวละครที่ชื่อ Joker ชั้นดี ให้เราคล้อยตามไปกับความบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ไม่น้อยเลย แม้หลายอย่างจะดูไม่สมเหตุสมผลพอ และขาดน้ำหนักไปบ้าง


อันดับ 3. The Irishman


นี่คือผลงานกำกับล่าสุดของลุงมาร์ติน สกอร์เซซี ที่ต้องเรียกว่าไม่ได้เก่งแค่ปาก (จากวีรกรรมที่ไปแขวะ Marvel ไว้😂) เพราะ The Irishman นั้นสามารถยืนตระหง่านได้อย่างทรงพลังท่ามกลางวงการภาพยนตร์ยุคปัจจุบัน กลั่นกรองร้อยเรียงจากประสบการณ์การทำหนังที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับครั้งไม่ถ้วนของเขา

เสน่ห์ของเรื่องนี้ ก็คือความดิบ และจริงใจต่อความรู้สึกคนดูมาก ตลอดเวลาเราจะแทบไม่ได้ยินสกอร์หรือเพลงมาประกอบเพื่อเติมรสชาติใดๆ หากแต่เป็นเสียงบรรยากาศ และความเงียบงัน เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดูสมจริงที่สุด ให้ได้ซึมซับแต่ละโมเมนต์ของชีวิตผู้ชายที่ชื่อแฟรงค์ ชีรัน ได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นหนังที่ต้องการสมาธิในการดูพอสมควร เพราะมันแทบจะไม่มีความสนุกให้สัมผัสมากนัก หากแต่อัดแน่นไปด้วยสาระ ศิลปะความเป็นภาพยนตร์ ผ่านเทคนิคการเล่าเรื่องของลุงมาร์ตินที่เหนือชั้น

ด้วยความที่หนังยาวถึง 3 ชั่วโมง จึงอาจเป็นข้อเสียเช่นกันที่ยิ่งพอมาอยู่ใน Netflix ด้วยแล้ว มันก็ง่ายต่อการโดนสิ่งรบกวนให้เรา Pause ไปทำอย่างอื่น ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าหลุดไปเลย อาจไม่มาดูต่อด้วยซ้ำ รู้สึกว่าเรื่องนี้ควรไปดูในโรงมากกว่า แต่ก็อย่างว่า. มาลง Netflix ภาพคมๆ 4K HDR ก็จุใจไปอีกทางเหมือนกัน


อันดับ 2. Glass


นี่คือเรื่องราวของเหล่าผู้มีพลังพิเศษ ภายใต้จักรวาลเล็กๆ ของเอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่ถูกรังสรรค์ออกมาให้สมจริง และดูจับต้องได้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ในบรรดาหนังสไตล์เดียวกันนี

Glass เป็นบทสรุปต่อจาก Unbreakable และ Split ที่เล่นประเด็นกับความเชื่อ และสร้างคำถามให้คนดูได้คิดตามตลอดเวลา ผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพและมุมกล้องเป็นหลัก พยายามใช้คำพูดให้น้อยที่สุด. นี่จึงเป็นเรื่องราวที่จริงจัง หนักแน่น และจิกกัดสังคมปัจจุบันได้อย่างเจ็บปวด ในประเด็นที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีใครสักคนผิดแผกและพิเศษจากคนทั่วไป เมื่อนั้นกลไกของคนหมู่มาก จะหาทางกำจัดเขาออก เพื่อไม่ให้มีใครแตกแถว และเกิดความวุ่นวายในสังคม

โดยรวมแล้ว, Glass มีความเป็นมนุษย์อยู่สูงมาก มีทั้งความสมบูรณ์และความผิดพลาด มีฉากแอคชั่นที่มาน้อยแต่มีสาระ ต่อสู้แบบหวังผลมากกว่าเอาซีน และที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือการหักมุมอันเป็นซิกเนเจอร์ของเอ็ม. ไนท์ สำหรับเรื่องนี้ก็อิมแพคเบอร์แรงเลยทีเดียว

เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อช่วงที่ฉายใหม่ๆ ตามไปอ่านกันต่อได้ที่นี่เลยครับ
https://jukewith.me/glass-movie


อันดับ 1. Knives Out


เห็นเครียดๆ มาติดกัน 4 เรื่องแบบนี้ แต่ที่มงลงที่สุดสำหรับปี 2019 ของผม ก็คือ Knives Out – เรื่องราวตลกบ้าบอ ที่สวมคราบหนังสืบสวนจริงจัง ก่อนจะมาโป๊ะแตกเอาทีหลังแล้วเข้าสู่โหมดปล่อยมุกหน้าตายกันถ้วนหน้า อันเป็นผลงานการกำกับของไรอัน จอห์นสัน ผู้เป็นที่รักของชาวโซเชียล โดยเฉพาะช่วงนี้ด้วยแล้ว555

สารภาพตามตรงว่าสาเหตุที่ได้ดูเรื่องนี้ เป็นเพราะความรู้สึกตีกลับมาจากสตาร์วอร์ส 9. จนโหยหาอยากหนีมาดูหนังของไรอัน ที่เราเคยชื่นชนกราบไหว้กับสตาร์วอร์ส 8 ไปเท่านั้นเอง ไม่ได้ตั้งตารอดูมาก่อนเลย ทว่าก็มาทัชเข้าจังๆ กับความบันเทิงที่ถูกจริตเรามาก ทั้งการเซตติ้งเป็นคดีฆาตกรรมซับซ้อนแบบซ้อนแล้วซ้อนอีก ผ่านการเล่าเรื่องอย่างแพรวพราวไม่ปล่อยให้มีจังหวะเบื่อ เดาทางก็ยากหักมุมก็เจ๋ง มุกที่หยอดเข้ามาก็แสบ เรียกว่าหลากหลายองค์ประกอบเลยทีเดียวเท่าที่หนังเรื่องหนึ่งจะทำได้

Knives Out มีบรรยากาศที่ดูร่วมสมัย ใต้ชายคาบ้านทรายทอง เนื้อหารับประทานไม่ยากไม่ง่ายเกินไป และมีไลน์อัพนักแสดงดังมากมาย การได้มาดูกัปตันอเมริกาสบถคำหยาบ หรือเจมส์บอนด์มาดหลุดแบบนี้ก็แปลกหูแปลกตาไปอีกแบบ บทของตัวละครอื่นๆ เองก็ถูกแบ่งไว้ดี มีหลายแง่มุม ไม่ว่าจะความขัดแย้ง หักหลัง หรือหลอกแล้วหลอกอีกหลายตลบก็มีให้เห็น

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ไม่อยากให้ทุกท่านพลาดจริงๆ สำหรับ Knives Out. รับรองว่าสนุกไม่ซ้ำแนวหนังฆาตกรรมอื่นๆ ที่คุณเคยดูมา นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ที่สุด แต่มันก็มีความครบเครื่องในตัว น่าสนใจ โดนหัวจิตหัวใจจนอยากผายมือแนะนำจริงๆ สำหรับปีนี้ เหมาะสมและควรค่าดีแล้วกับการที่เราจะ #thankyourianjohnson ด้วยความสมัครใจ😂😂


สารบัญทั้ง 6 Part

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Zreast

Zreast

Editor of Juke With Me — เพราะจริงจังกับเรื่องเล่นๆ . ดีกว่าเล่นๆ กับเรื่องจริงจัง .

โพสต์ที่น่าจะคล้ายๆ กัน