Best of 2019 (Part 5/6) – TOP 5 TV SERIES

สารบัญทั้ง 6 Part https://jukewith.me/best-of-2019


5 ซีรียส์ที่ถูกใจเพจนี้ที่สุดในปี 2019 ปีนี้มีอะไรดีๆ ดูเยอะมาก ทั้งเรื่องใหม่ที่เป็นรักแรกพบ และเรื่องเก่าที่ฟอร์มดีขึ้นกว่าเดิม– แต่ไม่ใช่เกมออฟโธรนส์ซีซั่นสุดท้ายแน่นอน

ทุกเรื่องในลิสต์ มาจากความประทับใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางเรื่องอาจต้องรอให้ผ่านจำนวนตอนไปสักระยะถึงจะเครื่องติด หรือบางเรื่องก็วูบวาบตั้งแต่ตอนแรกเลย ใครยังไม่ได้ดูเรื่องไหนขอถือโอกาสนี้แนะนำไว้ด้วยใจจริงครับบ


TOP 5 TV SERIES


อันดับ 5. The Boys

ช่องทางรับชม: Amazon Prime Video


ตลกร้ายจิกกัดหนังฮีโร่ ที่มาพร้อมมุกเลวๆ ตลอดเรื่อง เซตติ้งอยู่โลกที่เหล่าผู้มีพลังพิเศษนั้นมีมากมาย และคนที่ขึ้นมาเป็นฮีโร่นั้นก็เปรียบเหมือนอาชีพๆ หนึ่ง ได้กลายเป็นไอดอล มีสินค้าขาย เป็นที่รู้จัก รับงานพรีเซนเตอร์ อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทเอเจนซีอีกที

The Boys ดำเนินทุกอย่างให้กระชับรวดเร็ว และเปิดประเด็นกันตั้งแต่ตอนแรก แบบไม่ต้องอาศัยการปูเนื้อเรื่องมากนัก เพราะทุกอย่างถูกอธิบายมาให้เข้าใจได้ง่าย และมาพร้อมกับเรต R จัดเต็มทั้งความรุนแรง เพศ ภาษา เรียกได้ว่าเป็นการตีกลับความแมสของหนังฮีโร่ในปัจจุบันแสบๆ เอาให้สาแก่ใจ

ที่ชอบคือการนำเสนอเรื่องผ่านหลายๆ มุมมองตัวละคร ให้ได้เห็นความทรามของแต่ละคน ซึ่งบางทีก็ประหลาดๆ บ้าบอดี และซีรียส์สามารถจับต้นชนปลายแต่ละประเด็นให้มาบรรจบกันได้สวย ดูแล้วลื่นไม่มีขัดหูขัดตาเท่าไหร่ นี่จึงเป็นความโหด มัน ฮา ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับหามาดูแก้เลี่ยนหนังตลาดที่คุณไม่ชอบ ที่สำคัญได้ไฟเขียวไปต่อ Season 2 แล้วด้วยตั้งแต่เนิ่นๆ เลย


อันดับ 4. Stranger Things Season 3

ช่องทางรับชม: Netflix


ยังคงเป็นเรือธงของ Netflix ที่ไม่ยอมดรอปความสนุกลงง่ายๆ เพราะในซีซั่น 3 นี้ เรื่องราวของ Stranger Things ยังทวีความเข้มข้นขึ้น ภายใต้งานภาพ เสียงประกอบที่ยังคงรักษาฟอร์มเอาไว้ให้ได้กลิ่นอายของยุค 80 อย่างเหนียวแน่น

ซีซั่นนี้เปิดประเด็นใหม่ๆ เยอะ แต่ยังสามารถเกลี่ยบทและผูกปมเรื่องได้ลงตัว ดูลื่นไหล มันเป็นความเสี่ยงสำหรับซีรียส์หรือหนังภาคต่อ ที่ถ้าเมื่อไรคนดูคิดว่าควรจะจบได้แล้ว แล้วยังมีต่อมาอีก เพิ่มเนื้อเรื่องใหม่ๆ เข้ามา ส่วนมากจะไปจบที่ออกทะเลไม่ก็วนซ้ำอีหรอบเดิมจนดูน่าเบื่อ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เลยสำหรับเรื่องนี้ เพราะเรายังประทับใจ อิ่มใจ กับโมเมนต์ดีๆ ได้ตลอดการรับชม

เนื้อเรื่องดู Coming of age ขึ้น สองซีซั่นที่ผ่านมาเรารู้จักมักจี่กับตัวละครมาประมาณหนึ่งแล้ว ดังนั้นก็ถึงเวลาจะต้องเขย่าความสัมพันธ์อะไรสักอย่าง หรือมีพัฒนาการของตัวละครได้ให้เห็น ไม่ว่าจะแก๊งจักรยานของไมค์ ที่ดูจะบาลานซ์ไม่ลงตัวระหว่างมิตรภาพกับความรัก หรือแก๊งร้านไอติมของสตีฟ ที่มาจับกลุ่มตัวละครได้เข้าเคมีกันมาก น่ารักสุดดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรบินที่เพิ่งมาใหม่ หยุดมองเธอคนนี้ไม่ได้เลยจริง (●´ω`●)


อันดับ 3. The Witcher

ช่องทางรับชม: Netflix


Talk of the Town ล่าสุด ที่พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่าเป็นซีรียส์ที่มี Potential น่าจับตามองในซีซั่นต่อๆ ไปมาก เพราะเต็มไปด้วยองค์ประกอบของซีรียส์ตะวันตกที่ทุกคนจะหลงรักได้ไม่ยาก

ต้องบอกว่าความดีความชอบโดยส่วนใหญ่หนีไม่พ้นการแสดงของ Henry Cavill ที่เล่นเกรอลต์ให้เป็นเกรอลต์อย่างกับประทับทรงมา เนียนกริบสุดๆ สมกับความที่เป็นเนิร์ดของ The Witcher โดยแท้ ทุ่มเทในขนาดที่ว่าดัดเสียงให้คล้ายคลึงกับเสียงพากย์ในเกมเลย อีกอย่างที่ชอบ ก็คือการทำเสียง Hmmm ในลำคอของแกนี่แหละ5555น่ารักดี

เราได้เห็นโลกของ The Witcher กว้างในระดับที่น่าพอใจสำหรับโควต้าจำนวนตอนเพียงเท่านี้ ติดอยู่อย่างคือรู้สึกว่าฟอร์มของแต่ละตอนมันดูแกว่งๆ ไม่ค่อยจะเท่ากัน บทจะดีก็ดีเลย บทจะหยาบก็หยาบ อีกทั้ง CG บางฉากก็ยังดูลอยๆ ซึ่งอาจจะแก้ไขเรื่องพวกนี้ได้ด้วยทุนสร้างที่มากขึ้น สำหรับซีซั่นต่อๆ ไป

และนอกเหนือจากฉากสวยๆ ธรรมชาติงามๆ แล้ว สิ่งที่แพ้ที่สุดก็คือดนตรีประกอบ ไม่ว่าจะสกอร์หรือซาวด์แทร็ก ดูตั้งใจทำ ติดหูได้บรรยากาศมากกก โดยเฉพาะแต่ละเพลงที่เล่นในช่วงจบตอน ฟังเนื้อหาไปก็ขนลุกไป บิวท์คนดูเก่งง

แนะนำจริงๆ ครับเรื่องนี้ สำหรับคนที่ต้องการทั้งความดิบ ความอลังการ และการเล่าเรื่องที่ดูน่าสนใจ (ต้องตั้งใจดูสักหน่อยถึงจะลำดับเหตุการณ์ได้) The Witcher มีสิ่งเหล่านี้ให้ครบ แม้ ณ วันนี้ ผมยังมองว่าไม่ได้ฟอร์มยักษ์ในระดับที่ Game of Thrones ทำไว้ แต่เชื่อว่าถ้าลองกระแสตอบรับดีขนาดนี้แล้วล่ะก็ ซีซั่นหน้าเดี๋ยวได้รู้กันเลย


อันดับ 2. Watchmen

ช่องทางรับชม: HBO (AIS PLAY)


เรื่องราวของสังคมที่บิดเบี้ยว การต่อสู้ระหว่างตำรวจกับกลุ่มอาชญากรรม ที่มีฉากหลังเป็นโลกหลังผลกระทบจากเหตุการณ์ในภาพยนตร์ Watchmen ครั้งเข้าฉายไปเมื่อ 10 ปีก่อน

สำหรับฉบับซีรียส์ ในทีแรกเราไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะเล่าต่อจากหนังไหม เพราะเปิดเรื่องมาแทบไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับกลุ่มฮีโร่ก่อนหน้านี้เลย มาด้วยตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด และปูเรื่องใหม่ให้ได้เข้าใจความเป็นไป ณ ปัจจุบัน แต่แล้วพอเวลาผ่านมา เราก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น กับการได้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ที่มาประสานกันทีละน้อย ค่อยๆ คลี่คลายปริศนาที่ซีรียส์วางไว้แบบมีชั้นเชิงยิ่ง

ต้องบอกว่าการที่จังหวะเฉลยสามารถทำให้ว้าวจนนั่งไม่ติดได้ขนาดนี้ มันเป็นเพราะบารมีที่สั่งสมมาจากความสำเร็จของภาพยนตร์มาก่อนด้วย ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีความต้องการให้ไปดู Watchmen ฉบับภาพยนตร์มาก่อน หรือจะ Comic ก็ตามสะดวก (เพราะไม่รู้ว่าซีรียส์ยึดตามอันไหนมากกว่ากัน) เพื่อให้ได้อรรถรสโดยเต็มที่อย่างยิ่ง

จุดเด่นของเรื่อง อยู่ที่เทคนิคการถ่ายทำแต่ละฉากแบบเหนือๆ ดู Surreal และงามละลานตา แบบที่ซีรียส์ American Gods เคยทำไว้ในซีซั่นแรก เรียกว่าแม้ในโมเมนต์ที่มืดหม่นอย่างถึงที่สุด ก็ยังนำเสนอให้ดูดี รวมไปถึงมุกประหลาดๆ ที่ยังคงเคารพกฎธรรมชาติความเป็น Watchmen เอาไว้ การใช้สโลว์โมชั่นสไตล์แซ็ค สไนเดอร์ ก็ยังพอมี ดูลงตัวสุดๆ

ที่ทัชหัวใจเราอีกประการ ก็คือความฉลาดเลือกเพลงมา Insert ที่ยังคงไว้ ตัวอย่างเช่นเมื่อครั้งดูฉบับภาพยนตร์ ตอนเนื้อเรื่องไปเกี่ยวพันกับดาวอังคาร ผมนึกถึงเพลง Life On Mars? ของเดวิด โบวี่ อยู่ในใจเงียบๆ เพราะรักเพลงนี้มาก และมัน Relate กับเหตุการณ์ของ Watchmen อย่างดี จึงเซอร์ไพรส์กับการที่เห็นซีรียส์หยิบเพลงนี้มา Insert จริงๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเสียด้วย ใจฟูสุดๆ ไปเลย


อันดับ 1. Chernobyl

ช่องทางรับชม: HBO (AIS PLAY)


นี่คือซีรียส์ที่บาลานซ์ได้ลงตัวที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก ระหว่างความเป็นสารคดี กับความเป็นหนังที่ดูได้สนุก ควรค่าแก่การรับชมมากๆ สักครั้งหนึ่งในชีวิต

Chernobyl นำเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งปี 1986 มาตีแผ่อย่างน่าสนใจ และเปิดมุมมองให้เราได้เห็นถึงความเลวร้ายของผลกระทบที่ตามมา จากกัมมันตรังสีที่กระจายเป็นวงกว้างสู่ประชากรหลักล้าน มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน ผ่านการเล่าเรื่องที่เป็นระบบ ถูกคิดมาอย่างดี และดูสมจริงอย่างยิ่ง

เราจะได้เห็นตัวเอกอย่าง Valery Legasov เข้ามามีบทบาทเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้มันดีขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย ปัญหาและความเสี่ยงที่ต้องจัดการเต็มไปหมด เล่นกับประเด็นการเมืองและมนุษยธรรมอย่างหนักแน่น ชวนอึดอัดมาก โชคยังดีที่ขณะเดียวกัน ก็มีมุมมองความกล้าหาญ ความเสียสละ และความเป็น ‘คนจริง’ อย่างถึงที่สุดของกลุ่มบุคคลในภาคส่วนต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมกอบกู้สถานการณ์ พอจะเติมอารมณ์ให้กับซีรียส์ไม่ให้เครียดไปนักได้

เรื่องราวของ Chernobyl นั้นเต็มไปด้วยความผิดพลาด ความสิ้นหวัง เพราะมันคือสิ่งที่อิงมาจากเหตุการณ์จริง มีทั้งความรู้สึกจุกอกกับการที่ปัญหาบางอย่างมันควรจะแก้ไขได้ดีกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้. ทั้งยังคำโกหกคำโตที่มีราคาอันมหาศาลให้ต้องแลกมา ชวนกำหมัดเป็นระยะๆ

ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดโดยเติมแต่งใส่สีให้น้อยที่สุด มอบสาระความรู้ที่ลงรายละเอียด เห็นถึงความใส่ใจของทีมสร้างว่าทำการบ้านมาโคตรดี เป็นซีรียส์ที่ทรงคุณค่า และประทับใจที่สุดสำหรับปีนี้จริงๆ ครับ


สารบัญทั้ง 6 Part

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Zreast

Zreast

Editor of Juke With Me — เพราะจริงจังกับเรื่องเล่นๆ . ดีกว่าเล่นๆ กับเรื่องจริงจัง .

โพสต์ที่น่าจะคล้ายๆ กัน