[Review] Code Vein — ชั้นเชิงการเล่าเรื่อง ที่น่าสนใจมากกว่า Gameplay จริงๆ

วางจำหน่ายมาได้สักพักแล้วครับสำหรับ Code Vein, Action RPG เดือดๆ ที่น่าจะถูกตาต้องใจหลายๆ ท่านกัน ด้วยรูปแบบเกมเพลย์ที่ฮาร์ดคอร์ แต่มาในงานภาพคล้ายอนิเมะแบบนี้

เพิ่งจะได้เล่นจบ เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังแบบเต็มๆ ไม่มีสปอยล์ในส่วนเนื้อเรื่องเช่นเคยครับ


– ก่อนอื่น มีบางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมเกมนี้ถึงมักถูกเรียกว่าเป็น Dark Souls ในเวอร์ชั่นอนิเมะ มันเหมือนขนาดนั้นเลยหรือยังไง

– ก็ต้องบอกว่า Code Vein ไม่ได้ถูกพัฒนาโดยค่าย FromSoftware (ที่ทำ Demon/Dark Souls, Bloodborne, Sekiro) แต่มีผู้จัดจำหน่ายเดียวกัน คือ Bandai Namco ครับ ซึ่งมาพัฒนาเกมภายใต้สตูดิโอในชื่อเดียวกันอย่าง Bandai Namco Studios ร่วมกับ Shift เกิดเป็นเกมนี้อีกทีหนึ่ง จะ Relate กันแค่ประมาณนี้ เป็นลักษณะของการได้รับแรงบันดาลใจ (อย่างมาก) มาจาก Souls Series เท่านั้น

– เกมนี้มีฉากหลังเป็นโลกหลังการล่มสลาย (Post-apocalyptic dystopian) สภาพแวดล้อมที่นำเสนอออกมาจึงเน้นไปที่ซากปรักหักพัง และความเสื่อมโทรมเป็นหลัก

– ดีไซน์ตัวละครและอาวุธนั้นได้อิทธิพลมาจาก God Eater สูงมาก ก็เพราะได้ทีมงานเดิมมาไม่ว่าจะโปรดิวเซอร์อย่างคุณเคย์ตะ อิซุกะ หรือผู้กำกับ ฮิโรชิ โยชิมุระก็ตาม เรียกว่าหายห่วงเรื่องความเท่ เบียวกันให้สุดไปเลย

– จุดขายที่สำคัญจุดหนึ่งคือการสร้างตัวละคร ที่ให้อิสระค่อนข้างมาก เพลินสุดๆ กินเวลาไปหลักชั่วโมงเหมือนกันกว่าจะพอใจแล้วเริ่มเล่นจริงๆ สักที5

– คือ Template ที่เกมปรับมาให้ก็หล่อเท่สวยน่ารักอยู่แล้ว จะปรับเพิ่มเติมยังไงก็ออกมาดูดี และ Part ของเครื่องประดับ ก็สามารถหมุนๆ ย่อขยายไปอยู่จุดที่ต้องการได้ เปิดโอกาสให้พอจะปรับๆ จนเหมือนกับตัวละครจากเกม/อนิเมะที่ชื่นชอบได้ สุดแล้วแต่ความสร้างสรรค์และพยายาม

การสร้างตัวละครครั้งแรกสำคัญมาก ควรตั้งใจให้ออกมาเป็นที่พอใจกับเราจริงๆ เพราะจะมีจุดสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะ มีท่าโพสต์ดีย์ๆ เต็มไปหมด รวมถึงในคัทซีนเองเราก็มีส่วนร่วมด้วยเยอะมาก หลากหลายสีหน้าท่าทาง เรียกว่าใช้คุ้มจนเกินคุ้มเลย (สามารถไปปรับเปลี่ยนในเกมได้ทีหลัง แต่ไม่ละเอียดเท่าครั้งแรก)

หรือก็คือแต่งคาราเพื่อมาถ่ายรูปนั่นเอง

– ในส่วนของอนิเมชั่นท่าทางการต่อสู้ ผมค่อนข้างจะหงุดหงิดกับความลอยๆ ของมันที่ไม่เข้ากับสภาพแวดล้อม จะท่าวิ่งที่แปลกๆ ก็ดี หรือศัตรูตัวใหญ่ๆ แต่มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวแบบแหกฟิสิกส์ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งปกติที่เจอบ่อยกับเกม JRPG ยิ่งด้วยความที่ใช้ Unreal Engine ในการพัฒนาด้วยแล้ว การจะบาลานซ์ความสมจริงลื่นไหล กับกราฟิคสไตล์การ์ตูนเข้าด้วยกันเช่นนี้ถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะไม่ใช่ทุกเกมที่ใช้ Unreal Engine แล้ว Movement จะออกมารับกับอาร์ตสไตล์ได้ลงตัวแบบ Borderlands ไปซะหมด

มีระบบ Blood Code ที่เปรียบเสมือนอาชีพของผู้เล่น ที่สามารถเลือกเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา สกิลส่วนใหญ่ของแต่ละ Code สามารถนำไปใช้ร่วมกับ Code อื่นได้ ทำให้สามารถผสมกันออกมาเป็น Build การเล่นที่ถือว่าหลากหลายทีเดียว

– และเกมนี้อัพเลเวลแบบ Fix ค่าสเตตัส ดังนั้นจึงหมดห่วงว่าจะเล่น Build ไหนไม่ได้ เพราะสเตตัสจะไปขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ Code ไหน และมี Passive อะไรข่วยบ้างแทน

– ส่วนอาวุธนั้นเท่าที่ใช้ดูยังไม่ค่อยประทับใจกับความสมดุลเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่ได้บวกกับบอสแล้ว, บรรดาอาวุธหนักสองมือก็ยังเป็นใหญ่ได้เปรียบอยู่ดี ทั้งเรื่องความแรง การป้องกัน และทำให้ชะงักได้

Level Design ของเกมนี้ดูขาดๆ เกินๆ บางแมพเราชอบเพราะวางจุดต่างๆ ได้ดี มีการเปิดทางลัดถึงกันช่วยประหยัดจุดเซฟ หรือมีพื้นที่ลับที่ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็จะพลาดสิ่งสำคัญไป แต่บางแมพก็วกวนซับซ้อนแบบไม่ใช่เรื่อง คือมีแต่กลไกซ้ำๆ อย่างคันโยก (Lever) กับประตูมาเยอะเกินน แถมสภาพแวดล้อมอาคารทางเดินก็วิวเดิมหมด ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ ให้เจริญตาเลย (ถ้าเล่นมาแล้วน่าจะรู้ว่าผมหมายถึงแมพไหน🤣)

– ไอ้มุกคันโยกนี่ใช้ฟุ่มเฟือยมาก บางทีก็วางตำแหน่งไว้ไม่ค่อยฉลาด หนักสุดคือการเอากลไกของกุญแจ มาใช้ด้วย วะวะว่าไงนะะ ถ้าไม่มีกุญแจก็จะโยกเปิดประตูไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก็เห็นมันตั้งอยู่ตำตาแบบนั้น555

– พวก Object อย่างกล่องไม้ ลิฟต์ หรืออุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ ก็ถูกเอามารียูสรัวๆ ไม่ได้เปลี่ยนใหม่ให้เข้ากับสถานที่ใหม่ๆ เล้ย บางทีก็รู้สึกว่าโลเคชั่นนั้นๆ มันถูกจัดวางไว้ไม่ค่อยจะเมคเซ้นส์

– สิ่งที่ช่วยชีวิตเราให้ไม่หงุดหงิดกับแมพมากนักก็คือ Interface ของแผนที่นี่แหละ ที่จะมีจุดๆ เป็นรอยเท้าบอกว่าเราเคยเดินผ่านตรงไหนมาแล้วบ้าง อันนี้ช่วยเยอะมากสำหรับสายสำรวจเก็บครบทุกจุด รวมไปถึงมีกลไกการเปิดแมพเป็น % ให้รู้ด้วยว่าพื้นที่นั้นๆ Complete ไปแล้วหรือยัง

– นอกเหนือจากแมพแล้ว UI ในส่วนอื่นๆ ก็ถูกออกแบบมาให้ใช้ง่ายแบบง่ายสุดๆ ถ้าจะมีส่วนไหนที่ดูใช้ลำบากก็คือจงใจแหละ

– จุดเด่นอีกอย่างคือระบบ Partner ที่เราสามารถเลือกตัวละครในเรื่องมาจับคู่ลุยไปด้วยกันได้ แต่ละคนก็จะมีสไตล์การเล่นตาม Blood Code ของตัวเอง ซึ่งถ้าเลือกดีๆ เขาเหล่านั้นก็จะทดแทนในสิ่งที่ Build เราไม่มีได้ ที่สำคัญคือเก่งแบบเก่งเลยด้วย ช่วยเหลือได้เยอะมากๆ

Boss Fight ของเกมนี้ผมไม่ประทับใจเท่าไหร่ ความยากของบอสจะมาจากความรุนแรงเป็นหลัก ส่วน Moveset นี่เดาออกง่าย และไม่ได้หลากหลายนัก เจอครั้งแรกคุณสามารถจับทางและเทคเดียวผ่านได้ไม่ยากเลย ถ้าหากรู้กลไก mechanic ของเกมมาดีพอแล้ว

– ไม่ได้ถึงกับต้องพลิกแพลงอะไรมาก หรือมีกลยุทธ์ที่ 1 2 3 ให้เลือกใช้นัก เพื่อรับมือกับบอสแต่ละตัว

– ดีไซน์ของบอสนั้นจะเข้ากับ theme เกม แต่อาจไม่ถูกใจคนชอบบอสเท่ๆ (แบบผม) นัก5555 คือบอสจะเน้นความเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องสูงมาก มากจริงๆ คือไม่ได้เจอรอบเดียวแล้วจบๆ กันไป ชื่นชมว่าคิดส่วนนี้มาดี ที่ยกให้บอสแต่ละตัวดูมีความสำคัญ

ที่ว่ามาหมดนี้เป็น Part ของ Gameplay ครับ ซึ่งก็ดีบ้างร้ายบ้าง แต่ที่น่าสนใจจริงๆ นั้น กลับเป็นส่วนของการเล่าเรื่อง

ระบบ Vestige ของเกมนี้จะเป็นการรวมรวบเอาชิ้นส่วนของความทรงจำแต่ละคนกลับมาเพื่อฟื้นฟูให้แก่เจ้าตัว ซึ่งก็จะทำให้ค่อยๆ ปะติดปะต่อความเป็นมาของเรื่องราวได้มากยิ่งขึ้น

– ผู้เล่นต้องไปเก็บ Vestige มาเพื่อดูเนื้อเรื่อง แลกกันกับความแข็งแกร่ง (สกิล) ที่มากขึ้น ก็ดูเป็นลูกล่อที่ดีให้ได้เสพเนื้อเรื่องกัน

– ฉากความทรงจำนั้นจะเป็นอาร์ตสไตล์แบบหุ่นปั้น ซึ่งถูกดีไซน์ออกมาแตกต่างกันไปแล้วแต่คนแต่สถานที่ ชอบมากเพราะมันไม่ซ้ำจำเจ ชวนให้เราตามดูจนจบแบบไม่อยากกด Skip เลย (เป็นข้ออ้างได้ใช่มะว่าเล่นนานกว่าจะจบ😂) มีการ Transition วัตถุไปมา แถมดนตรีก็เพราะฟังเพลินๆ อีก เสียดายว่าเพลงเดียวใช้มันแทบจะทุก Vestige. ฟังมากๆ ก็แอบเบื่ออยู่บ้าง

– การปะติดปะต่อเนื้อเรื่องผ่าน Vestige นั้น สามารถเชื่อมการเดินทางของตัวละครหนึ่ง มาบรรจบกับตัวละครหนึ่งได้ ระหว่างนี้เราก็จะพอมีภาพในหัว หรือลำดับ Timeline ได้ละ และสักพักก็จะเข้าใจสถานการณ์ในอดีตได้เอง โดยไม่ต้องให้เกมมันเล่าป้อนมาตรงๆ

– นึกสภาพว่าเหตุการณ์ในเกมนั้นเป็นปัจจุบัน เป็นแค่ไม่กี่ % ของเรื่องราวทั้งหมดที่เลือกมาเล่า การที่ได้เห็นภาพอดีตชัดเจนแบบนี้ จึงช่วยลดระยะห่างของตัวละครหน้าเก่าๆ ที่เค้ารู้จักกันมาก่อนอยู่แล้ว แต่เพิ่งมารู้จักกับเราไม่นานลงไป

– ในเกมจะมีออนเซ็นให้แช่ด้วย แต่ไม่ใช่แค่เอาขำๆ เพราะระหว่างแช่ก็จะมีให้เรากดเหมือนย้อนดูเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา ช่วยสรุปเนื้อเรื่องให้เราอีกทีหนึ่ง ส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าทีมงานใส่ใจกับการเล่าเนื้อเรื่องมากจริงๆ

– ด้วยความที่อนิเมชั่นของเกมนี้มันแข็งๆ เวลาเป็นคัทซีนแล้วก็จะออกมาแปลกๆ น่าขัดใจ ทั้งท่าทางที่เกินจริงดูจูนิเบียวมากกก หรือบทพูดที่แบบพิรี้พิไรรอท่ากัน ยืนซึ่งๆ หน้าก็ไม่บวกสักทีรอให้พูดจบ หรือการเว้นช่องระหว่างคนถาม-คนตอบ ที่ดูนานไม่เป็นธรรมชาติแบบคนพูดจริงๆ คือเรียกว่าเป็นคัทซีนตามฉบับ JRPG มากๆ กี่ทีก็ไม่ชิน😅

– บทพูดค่อนข้างพังผิดกันกับตอนเล่าเรื่องในความทรงจำเลย อันนี้อยู่ที่ความชอบแล้วว่าใครจะโอเคกันมากน้อยแค่ไหนครับ

– ทั้งนี้แล้วก็รู้สึกว่าเกมเพลย์มันถูกขับเคลื่อนไปด้วยเนื้อเรื่องพร้อมๆ กันไม่ทิ้งกันไปไหน ทุกอย่างมันมีผลกระทบถึงกัน แน่นอนว่าการดีไซน์ฉากจบก็ด้วย ก็สัมพันธ์กับกฏธรรมชาติของเรื่องมาก

– Game Progress Route ผมไม่แน่ใจ แต่เท่าที่ดูมันน่าจะมีลำดับการเล่นแค่วิธีเดียวนะ คือไม่ว่าจะมีทางแยกเยอะยังไง สุดท้ายเราก็จะต้องไปทางที่ถูกต้องทางเดียว

– ตลกร้ายของ Code Vein คือเรารู้ลูกไม้ของเกม แนวทางการเล่น วิธีเล่นให้คุ้มที่สุดหมดแล้ว แต่มันเพราะว่าเราชินมาจาก Dark Souls ต่างหาก คือหยุดเอาไปเปรียบเทียบไม่ได้เลย ขนาด Sekiro ที่เป็นเกมจากค่าย FromSoft แท้ๆ รูปแบบการเล่นยังหนีโซลส์ออกไปได้มากกว่าเกมนี้

– ต้องยอมรับว่า การมีสามัญสำนึกในการเล่นแบบ Dark Souls ช่วยให้เกมง่ายขึ้นจริงๆ

– แถมมันคล้ายกันมากกระทั่ง Concept ของเนื้อเรื่องด้วยซ้ำ

– ถ้าถามผมว่าแล้วมันเหลืออะไรที่ดีงามผุดผ่องจริงๆ อยู่บ้าง ก..ก็การสร้างตัวละครไงล่ะ! กับ Ufotable ที่ทำอนิเมชั่นเปิดเกมนี้ด้วยๆ

รวมๆ แล้ว. ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่นำเสนอความงดงาม เปรียบกับความสัมพันธ์ของผู้คน เบ่งบานออกมาเผชิญหน้ากับโลกอันโหดร้ายได้อย่างลงตัว แม้จะขาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง

– ไม่ถึงขนาดจะหลงรักเกมนี้แบบหัวปักหัวปำ แต่เราเลือกจะมองข้ามข้อเสียไป และเล่นมันให้สนุกได้อยู่

และทั้งหมดนั้นก็คือ Code Vein

เดี๋ยวขอเล่นต่ออีกสักพัก อาจจะมา discuss เนื้อเรื่องแบบสปอยล์เต็มๆ อีกทีหนึ่งครับ

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Zreast

Zreast

Editor of Juke With Me — เพราะจริงจังกับเรื่องเล่นๆ . ดีกว่าเล่นๆ กับเรื่องจริงจัง .

โพสต์ที่น่าจะคล้ายๆ กัน