Select Page

[Review] Code Vein — ชั้นเชิงการเล่าเรื่อง ที่น่าสนใจมากกว่า Gameplay จริงๆ8 min read

by | 5 Oct 2019 | Featured, Review

วางจำหน่ายมาได้สักพักแล้วครับสำหรับ Code Vein, Action RPG เดือดๆ ที่น่าจะถูกตาต้องใจหลายๆ ท่านกัน ด้วยรูปแบบเกมเพลย์ที่ฮาร์ดคอร์ แต่มาในงานภาพคล้ายอนิเมะแบบนี้

เพิ่งจะได้เล่นจบ เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังแบบเต็มๆ ไม่มีสปอยล์ในส่วนเนื้อเรื่องเช่นเคยครับ

.     .     .

– ก่อนอื่น มีบางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมเกมนี้ถึงมักถูกเรียกว่าเป็น Dark Souls ในเวอร์ชั่นอนิเมะ มันเหมือนขนาดนั้นเลยหรือยังไง

– ก็ต้องบอกว่า Code Vein ไม่ได้ถูกพัฒนาโดยค่าย FromSoftware (ที่ทำ Demon/Dark Souls, Bloodborne, Sekiro) แต่มีผู้จัดจำหน่ายเดียวกัน คือ Bandai Namco ครับ ซึ่งมาพัฒนาเกมภายใต้สตูดิโอในชื่อเดียวกันอย่าง Bandai Namco Studios ร่วมกับ Shift เกิดเป็นเกมนี้อีกทีหนึ่ง จะ Relate กันแค่ประมาณนี้ เป็นลักษณะของการได้รับแรงบันดาลใจ (อย่างมาก) มาจาก Souls Series เท่านั้น

– เกมนี้มีฉากหลังเป็นโลกหลังการล่มสลาย (Post-apocalyptic dystopian) สภาพแวดล้อมที่นำเสนอออกมาจึงเน้นไปที่ซากปรักหักพัง และความเสื่อมโทรมเป็นหลัก

– ดีไซน์ตัวละครและอาวุธนั้นได้อิทธิพลมาจาก God Eater สูงมาก ก็เพราะได้ทีมงานเดิมมาไม่ว่าจะโปรดิวเซอร์อย่างคุณเคย์ตะ อิซุกะ หรือผู้กำกับ ฮิโรชิ โยชิมุระก็ตาม เรียกว่าหายห่วงเรื่องความเท่ เบียวกันให้สุดไปเลย

– จุดขายที่สำคัญจุดหนึ่งคือการสร้างตัวละคร ที่ให้อิสระค่อนข้างมาก เพลินสุดๆ กินเวลาไปหลักชั่วโมงเหมือนกันกว่าจะพอใจแล้วเริ่มเล่นจริงๆ สักที5

– คือ Template ที่เกมปรับมาให้ก็หล่อเท่สวยน่ารักอยู่แล้ว จะปรับเพิ่มเติมยังไงก็ออกมาดูดี และ Part ของเครื่องประดับ ก็สามารถหมุนๆ ย่อขยายไปอยู่จุดที่ต้องการได้ เปิดโอกาสให้พอจะปรับๆ จนเหมือนกับตัวละครจากเกม/อนิเมะที่ชื่นชอบได้ สุดแล้วแต่ความสร้างสรรค์และพยายาม

การสร้างตัวละครครั้งแรกสำคัญมาก ควรตั้งใจให้ออกมาเป็นที่พอใจกับเราจริงๆ เพราะจะมีจุดสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะ มีท่าโพสต์ดีย์ๆ เต็มไปหมด รวมถึงในคัทซีนเองเราก็มีส่วนร่วมด้วยเยอะมาก หลากหลายสีหน้าท่าทาง เรียกว่าใช้คุ้มจนเกินคุ้มเลย (สามารถไปปรับเปลี่ยนในเกมได้ทีหลัง แต่ไม่ละเอียดเท่าครั้งแรก)

หรือก็คือแต่งคาราเพื่อมาถ่ายรูปนั่นเอง

– ในส่วนของอนิเมชั่นท่าทางการต่อสู้ ผมค่อนข้างจะหงุดหงิดกับความลอยๆ ของมันที่ไม่เข้ากับสภาพแวดล้อม จะท่าวิ่งที่แปลกๆ ก็ดี หรือศัตรูตัวใหญ่ๆ แต่มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวแบบแหกฟิสิกส์ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งปกติที่เจอบ่อยกับเกม JRPG ยิ่งด้วยความที่ใช้ Unreal Engine ในการพัฒนาด้วยแล้ว การจะบาลานซ์ความสมจริงลื่นไหล กับกราฟิคสไตล์การ์ตูนเข้าด้วยกันเช่นนี้ถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะไม่ใช่ทุกเกมที่ใช้ Unreal Engine แล้ว Movement จะออกมารับกับอาร์ตสไตล์ได้ลงตัวแบบ Borderlands ไปซะหมด

มีระบบ Blood Code ที่เปรียบเสมือนอาชีพของผู้เล่น ที่สามารถเลือกเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา สกิลส่วนใหญ่ของแต่ละ Code สามารถนำไปใช้ร่วมกับ Code อื่นได้ ทำให้สามารถผสมกันออกมาเป็น Build การเล่นที่ถือว่าหลากหลายทีเดียว

– และเกมนี้อัพเลเวลแบบ Fix ค่าสเตตัส ดังนั้นจึงหมดห่วงว่าจะเล่น Build ไหนไม่ได้ เพราะสเตตัสจะไปขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ Code ไหน และมี Passive อะไรข่วยบ้างแทน

– ส่วนอาวุธนั้นเท่าที่ใช้ดูยังไม่ค่อยประทับใจกับความสมดุลเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่ได้บวกกับบอสแล้ว, บรรดาอาวุธหนักสองมือก็ยังเป็นใหญ่ได้เปรียบอยู่ดี ทั้งเรื่องความแรง การป้องกัน และทำให้ชะงักได้

Level Design ของเกมนี้ดูขาดๆ เกินๆ บางแมพเราชอบเพราะวางจุดต่างๆ ได้ดี มีการเปิดทางลัดถึงกันช่วยประหยัดจุดเซฟ หรือมีพื้นที่ลับที่ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็จะพลาดสิ่งสำคัญไป แต่บางแมพก็วกวนซับซ้อนแบบไม่ใช่เรื่อง คือมีแต่กลไกซ้ำๆ อย่างคันโยก (Lever) กับประตูมาเยอะเกินน แถมสภาพแวดล้อมอาคารทางเดินก็วิวเดิมหมด ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ ให้เจริญตาเลย (ถ้าเล่นมาแล้วน่าจะรู้ว่าผมหมายถึงแมพไหน🤣)

– ไอ้มุกคันโยกนี่ใช้ฟุ่มเฟือยมาก บางทีก็วางตำแหน่งไว้ไม่ค่อยฉลาด หนักสุดคือการเอากลไกของกุญแจ มาใช้ด้วย วะวะว่าไงนะะ ถ้าไม่มีกุญแจก็จะโยกเปิดประตูไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก็เห็นมันตั้งอยู่ตำตาแบบนั้น555

– พวก Object อย่างกล่องไม้ ลิฟต์ หรืออุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ ก็ถูกเอามารียูสรัวๆ ไม่ได้เปลี่ยนใหม่ให้เข้ากับสถานที่ใหม่ๆ เล้ย บางทีก็รู้สึกว่าโลเคชั่นนั้นๆ มันถูกจัดวางไว้ไม่ค่อยจะเมคเซ้นส์

– สิ่งที่ช่วยชีวิตเราให้ไม่หงุดหงิดกับแมพมากนักก็คือ Interface ของแผนที่นี่แหละ ที่จะมีจุดๆ เป็นรอยเท้าบอกว่าเราเคยเดินผ่านตรงไหนมาแล้วบ้าง อันนี้ช่วยเยอะมากสำหรับสายสำรวจเก็บครบทุกจุด รวมไปถึงมีกลไกการเปิดแมพเป็น % ให้รู้ด้วยว่าพื้นที่นั้นๆ Complete ไปแล้วหรือยัง

– นอกเหนือจากแมพแล้ว UI ในส่วนอื่นๆ ก็ถูกออกแบบมาให้ใช้ง่ายแบบง่ายสุดๆ ถ้าจะมีส่วนไหนที่ดูใช้ลำบากก็คือจงใจแหละ

– จุดเด่นอีกอย่างคือระบบ Partner ที่เราสามารถเลือกตัวละครในเรื่องมาจับคู่ลุยไปด้วยกันได้ แต่ละคนก็จะมีสไตล์การเล่นตาม Blood Code ของตัวเอง ซึ่งถ้าเลือกดีๆ เขาเหล่านั้นก็จะทดแทนในสิ่งที่ Build เราไม่มีได้ ที่สำคัญคือเก่งแบบเก่งเลยด้วย ช่วยเหลือได้เยอะมากๆ

Boss Fight ของเกมนี้ผมไม่ประทับใจเท่าไหร่ ความยากของบอสจะมาจากความรุนแรงเป็นหลัก ส่วน Moveset นี่เดาออกง่าย และไม่ได้หลากหลายนัก เจอครั้งแรกคุณสามารถจับทางและเทคเดียวผ่านได้ไม่ยากเลย ถ้าหากรู้กลไก mechanic ของเกมมาดีพอแล้ว

– ไม่ได้ถึงกับต้องพลิกแพลงอะไรมาก หรือมีกลยุทธ์ที่ 1 2 3 ให้เลือกใช้นัก เพื่อรับมือกับบอสแต่ละตัว

– ดีไซน์ของบอสนั้นจะเข้ากับ theme เกม แต่อาจไม่ถูกใจคนชอบบอสเท่ๆ (แบบผม) นัก5555 คือบอสจะเน้นความเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องสูงมาก มากจริงๆ คือไม่ได้เจอรอบเดียวแล้วจบๆ กันไป ชื่นชมว่าคิดส่วนนี้มาดี ที่ยกให้บอสแต่ละตัวดูมีความสำคัญ

ที่ว่ามาหมดนี้เป็น Part ของ Gameplay ครับ ซึ่งก็ดีบ้างร้ายบ้าง แต่ที่น่าสนใจจริงๆ นั้น กลับเป็นส่วนของการเล่าเรื่อง

ระบบ Vestige ของเกมนี้จะเป็นการรวมรวบเอาชิ้นส่วนของความทรงจำแต่ละคนกลับมาเพื่อฟื้นฟูให้แก่เจ้าตัว ซึ่งก็จะทำให้ค่อยๆ ปะติดปะต่อความเป็นมาของเรื่องราวได้มากยิ่งขึ้น

– ผู้เล่นต้องไปเก็บ Vestige มาเพื่อดูเนื้อเรื่อง แลกกันกับความแข็งแกร่ง (สกิล) ที่มากขึ้น ก็ดูเป็นลูกล่อที่ดีให้ได้เสพเนื้อเรื่องกัน

– ฉากความทรงจำนั้นจะเป็นอาร์ตสไตล์แบบหุ่นปั้น ซึ่งถูกดีไซน์ออกมาแตกต่างกันไปแล้วแต่คนแต่สถานที่ ชอบมากเพราะมันไม่ซ้ำจำเจ ชวนให้เราตามดูจนจบแบบไม่อยากกด Skip เลย (เป็นข้ออ้างได้ใช่มะว่าเล่นนานกว่าจะจบ😂) มีการ Transition วัตถุไปมา แถมดนตรีก็เพราะฟังเพลินๆ อีก เสียดายว่าเพลงเดียวใช้มันแทบจะทุก Vestige. ฟังมากๆ ก็แอบเบื่ออยู่บ้าง

– การปะติดปะต่อเนื้อเรื่องผ่าน Vestige นั้น สามารถเชื่อมการเดินทางของตัวละครหนึ่ง มาบรรจบกับตัวละครหนึ่งได้ ระหว่างนี้เราก็จะพอมีภาพในหัว หรือลำดับ Timeline ได้ละ และสักพักก็จะเข้าใจสถานการณ์ในอดีตได้เอง โดยไม่ต้องให้เกมมันเล่าป้อนมาตรงๆ

– นึกสภาพว่าเหตุการณ์ในเกมนั้นเป็นปัจจุบัน เป็นแค่ไม่กี่ % ของเรื่องราวทั้งหมดที่เลือกมาเล่า การที่ได้เห็นภาพอดีตชัดเจนแบบนี้ จึงช่วยลดระยะห่างของตัวละครหน้าเก่าๆ ที่เค้ารู้จักกันมาก่อนอยู่แล้ว แต่เพิ่งมารู้จักกับเราไม่นานลงไป

– ในเกมจะมีออนเซ็นให้แช่ด้วย แต่ไม่ใช่แค่เอาขำๆ เพราะระหว่างแช่ก็จะมีให้เรากดเหมือนย้อนดูเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา ช่วยสรุปเนื้อเรื่องให้เราอีกทีหนึ่ง ส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าทีมงานใส่ใจกับการเล่าเนื้อเรื่องมากจริงๆ

– ด้วยความที่อนิเมชั่นของเกมนี้มันแข็งๆ เวลาเป็นคัทซีนแล้วก็จะออกมาแปลกๆ น่าขัดใจ ทั้งท่าทางที่เกินจริงดูจูนิเบียวมากกก หรือบทพูดที่แบบพิรี้พิไรรอท่ากัน ยืนซึ่งๆ หน้าก็ไม่บวกสักทีรอให้พูดจบ หรือการเว้นช่องระหว่างคนถาม-คนตอบ ที่ดูนานไม่เป็นธรรมชาติแบบคนพูดจริงๆ คือเรียกว่าเป็นคัทซีนตามฉบับ JRPG มากๆ กี่ทีก็ไม่ชิน😅

– บทพูดค่อนข้างพังผิดกันกับตอนเล่าเรื่องในความทรงจำเลย อันนี้อยู่ที่ความชอบแล้วว่าใครจะโอเคกันมากน้อยแค่ไหนครับ

– ทั้งนี้แล้วก็รู้สึกว่าเกมเพลย์มันถูกขับเคลื่อนไปด้วยเนื้อเรื่องพร้อมๆ กันไม่ทิ้งกันไปไหน ทุกอย่างมันมีผลกระทบถึงกัน แน่นอนว่าการดีไซน์ฉากจบก็ด้วย ก็สัมพันธ์กับกฏธรรมชาติของเรื่องมาก

– Game Progress Route ผมไม่แน่ใจ แต่เท่าที่ดูมันน่าจะมีลำดับการเล่นแค่วิธีเดียวนะ คือไม่ว่าจะมีทางแยกเยอะยังไง สุดท้ายเราก็จะต้องไปทางที่ถูกต้องทางเดียว

– ตลกร้ายของ Code Vein คือเรารู้ลูกไม้ของเกม แนวทางการเล่น วิธีเล่นให้คุ้มที่สุดหมดแล้ว แต่มันเพราะว่าเราชินมาจาก Dark Souls ต่างหาก คือหยุดเอาไปเปรียบเทียบไม่ได้เลย ขนาด Sekiro ที่เป็นเกมจากค่าย FromSoft แท้ๆ รูปแบบการเล่นยังหนีโซลส์ออกไปได้มากกว่าเกมนี้

– ต้องยอมรับว่า การมีสามัญสำนึกในการเล่นแบบ Dark Souls ช่วยให้เกมง่ายขึ้นจริงๆ

– แถมมันคล้ายกันมากกระทั่ง Concept ของเนื้อเรื่องด้วยซ้ำ

– ถ้าถามผมว่าแล้วมันเหลืออะไรที่ดีงามผุดผ่องจริงๆ อยู่บ้าง ก..ก็การสร้างตัวละครไงล่ะ! กับ Ufotable ที่ทำอนิเมชั่นเปิดเกมนี้ด้วยๆ

รวมๆ แล้ว. ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่นำเสนอความงดงาม เปรียบกับความสัมพันธ์ของผู้คน เบ่งบานออกมาเผชิญหน้ากับโลกอันโหดร้ายได้อย่างลงตัว แม้จะขาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง

– ไม่ถึงขนาดจะหลงรักเกมนี้แบบหัวปักหัวปำ แต่เราเลือกจะมองข้ามข้อเสียไป และเล่นมันให้สนุกได้อยู่

และทั้งหมดนั้นก็คือ Code Vein

เดี๋ยวขอเล่นต่ออีกสักพัก อาจจะมา discuss เนื้อเรื่องแบบสปอยล์เต็มๆ อีกทีหนึ่งครับ

Zreast

Editor of Juke With Me 

เพราะจริงจังกับเรื่องเล่นๆ ดีกว่าเล่นๆ กับเรื่องจริงจัง

Zreast

Editor of Juke With Me 

เพราะจริงจังกับเรื่องเล่นๆ ดีกว่าเล่นๆ กับเรื่องจริงจัง

Pin It on Pinterest

Shares
Share This