[Review] Star Wars: The Rise of Skywalker — ดิ่งลงเหวสวนทางกับชื่อภาค / ปิด Saga แบบซึมๆ

การได้ J. J. Abrams กลับมาเป็นผู้กำกับอีกครั้งในภาคสุดท้ายปิดไตรภาค ก็ถือว่าน่าจะอุ่นใจแฟนหนังพอตัวครับ เพราะ The Force Awakens นั้นสร้างความประทับใจให้กับสาธารณชนไม่น้อย อีกทั้งผู้ชมบางส่วนก็เข็ดขยาดกับผลงานกำกับของไรอัน จอห์นสัน จาก The Last Jedi ด้วยเช่นกัน อันเป็นภาคที่เรียกว่าเสียงแตกแบบเห็นชัดเจนมาก

เช่นเคยกับทุกๆ ภาค – ลูคัสฟิล์มเข้าใจปล่อย Trailer มาดี หยอดนิดหยอดหน่อยให้แฟนๆ ได้ตื่นเต้นชวนตีความไปไกล (ในเพจเคยลงแกะตัวอย่างไว้ เพราะตอนนั้นอย่าง hype) และก็เช่นเดียวกัน เมื่อถึงเวลาที่เราได้เห็นตัวหนังสือสีฟ้าเขียนว่า “A long time ago in a galaxy far, far away.” ปรากฏบนหน้าจอ เวลานั้นความตื่นเต้นแม่งแทบจะระเบิดออกจากอกเลย หลังรอคอยมานาน

แต่พอผ่านช่วง Intro ไปแล้ว ก็ไม่มีตื่นเต้นกับอะไรอีกเลย555555

ผมรู้สึกว่าภาคนี้ดูไม่สนุก หลายๆ อย่างไม่เนียนตา ในระดับที่คิดว่าเขาหาที่ลงอะไรไม่ได้หรือเปล่า หรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นในระหว่างกระบวนการตัดต่อกับเขียนบทไหม

เพราะอย่างน้อยถึงสตาร์วอร์สภาคไหนจะบทแย่ ดูลิเก แต่เราก็เสพความคลาสสิค, การเปลี่ยนฉากแบบ Old School เท่ๆ, ดีไซน์ไอเทมใหม่ๆ ไว้ขายของเล่น, โลเกชั่นใหม่ๆ บนดาวดวงใหม่, เสียงเอฟเฟคต์ที่คุ้นเคย หรือดนตรีที่ช่วยกำกับจังหวะหนังให้ช้าเร็วได้ดังใจนึก เพียงแต่ผมรู้สึกว่า The Rise of Skywalker ทำสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ดีพอจะค้ำยันให้หนังยังดูสนุกได้เลย


ช่วงองก์แรกนั้นเล่าหยาบมาก เหมือนผมกำลังดูหนังที่ปูมารีบๆ เดินเรื่องเป็นเส้นตรง เพื่อเร่งให้ไปถึงฉากบู๊ไวๆ คือบทพูดนี่โคตรจะเชย ไม่มี Quote อันไหนน่าจดจำเลย ยิ่งดูยิ่งหงุดหงิด ออกจะคล้ายๆ การ์ตูนโชเน็นเสียด้วยซ้ำ

ความสมเหตุสมผลของหลายๆ ฉากพอมองข้ามได้ แต่สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยเลย ก็คือก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่าหลายตัวละครเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เรย์ดูจะเข้าใจความเป็นเจไดมากขึ้น โพก็เหมือนจะหายบ้าแล้ว อะไรประมาณนั้น มาภาคนี้ทุกคนเหมือนกลับไปอยู่ภาค 7 เหมือนเดิม จนเบื่อจะเอาใจช่วยให้พัฒนาตัวเองขึ้นใหม่ไปแล้ว


ฉากดวล Light Saber ถือเป็นสิ่งที่คนดูล้วนคาดหวังไม่มากก็น้อย ผมชื่นชมไตรภาคล่าสุดนี้มากว่าเค้าทำการบ้านมาดี ทั้งภาค 7 และ 8 นี่มาโคตรจะถูกทาง เอฟเฟคต์ดาบมันจริงดี เสียงสั่นๆ อื้ออึงดูขลัง เรียกว่าตกหลุมรักตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้เห็นดาบของไคโลเรน แถมการฟาดฟันแต่ละครั้งก็ดูหนักหน่วง หวังผล ไม่เน้นลีลาท่ามากเหมือนแต่ก่อน

พอมาภาค 9 น่ะเหรอ.. โยนส่วนดีทั้งหมดนี้ทิ้งไปได้เลย ฟีลเดียวกับลุคโยนไลท์เซเบอร์ที่เรย์เพิ่งให้มาทิ้งลงน้ำ

โฮฮฮฮฮฮฮ😭😭

ยังมีหลายส่วนที่น่าผิดหวัง ทั้งการหยิบเอาสิ่งเก่าๆ กลับมาใช้ได้โคตรไม่ถูกที่ถูกเวลา แบบที่ว่าพอจะหายคิดถึงได้แค่นิดหน่อย รวมไปถึงการตัดต่อที่แย่มากๆ บางซีนกำลังอยู่ในอารมณ์นึงอยู่ดีๆ ตัดฉับไปหาอีกอารมณ์เฉย

คือไม่ต้องคาดหวังให้ได้ความเป็นสตาร์วอร์สก็ได้ครับ แค่มองว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่ง ผมว่ายังแย่เลย ทุกอย่างหลวมไปหมด พยายามดูให้บันเทิงแล้วมันก็พอได้แค่นิดหน่อยจริงๆ ไม่มีจังหวะไหนที่ทำเราตื่นเต้นขึ้นมาจนออกอาการได้ โชคดีหน่อยที่ตลอดเรื่องไม่มีช่วงน่าเบื่อชวนหลับ แบบเดียวกับดาวคาสิโนใน The Last Jedi ไม่งั้นปวดหัวตาย


เป็นการปิด Skywalker Saga ที่ซึมมากจริงๆ

ก็พอจะมีโมเมนต์ฟินๆ ตราตรึงอยู่บ้าง อันนี้จะมากจะน้อยผมว่าขึ้นอยู่กับความชอบตัวละครโดยส่วนตัว แต่ถ้ามองภาพรวม – มันไม่มากพอจะทำให้เหตุการณ์ของภาคนี้กลายเป็นที่จดจำ ทิ้งท้ายก่อนไปขึ้นบทใหม่ได้

กลายเป็นว่า The Last Jedi ถึงจะมีช่วงที่กระท่อนกระแท่นอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วเนื้อหาหนักแน่น แถมมีบรรยากาศแปลกใหม่ ดูดีขึ้นกว่ากันเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศิลป์ องค์ประกอบภาพ การเล่นโทนสี พวกนี้ทำการบ้านมาโคตรดี ตั้งแต่ได้เห็นโปสเตอร์แล้ว กลับกันพอมา The Rise of Skywalker สิ่งเหล่านี้ดันหายไปหมด สังเกตง่ายๆ ได้จากโปสเตอร์ แทบไม่มีอันไหนสวยๆ ติดตาเลย จะยกเว้นก็รูปที่ผมเอาขึ้นปกอันนี้แหละ


ไม่น่าเชื่อว่าเราต้องมาส่ายหัวให้กับแฟรนไชส์สุดรักอย่างเรื่องนี้😢 ปกติจะตื่นเต้นกับการได้เห็นความเป็นไปใหม่ๆ ของสตาร์วอร์สมาก แต่นี่แทบจะไม่เลย

ทั้งหมดเท่าที่พอจะนึกได้ ก็ประมาณนี้ครับ

จัดเต็มสมการ #สิ้นสุดตำนาน สนุกจนไม่อยากให้จบ ฉากแอ็กชั่นอลังการ ฟินล้น ครบทุกอารมณ์ (เมเจอร์เค้าว่างั้น)

 
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Zreast

Zreast

Editor of Juke With Me — เพราะจริงจังกับเรื่องเล่นๆ . ดีกว่าเล่นๆ กับเรื่องจริงจัง .

โพสต์ที่น่าจะคล้ายๆ กัน