Select Page

[Review] The Nothing — Korn9 min read

by | 14 Sep 2019 | Review

คัมแบคแบบเท่ๆ ให้โลกรู้ว่านูเมทัลมันไม่เคยตาย

ถึงเวลาของอีกวง Nu Metal รุ่นใหญ่มาดเท่ขวัญใจมหาชนอย่าง Korn กันแล้วครับ กับอัลบั้มใหม่ในชื่อ ‘The Nothing‘ อันเป็นลำดับที่ 13 ของวง ซึ่งถูกปล่อยออกมาในวันศุกร์ที่ 13 พอดิบพอดีอีกด้วยเช่นกัน เป็นอีกหนึ่งผลงานจากค่าย Roadrunner ที่แฟนๆ เพลงรอคอยไม่ได้น้อยหน้ากันไปกว่าทาง Slipknot ที่เพิ่งปล่อยไปเมื่อเดือนก่อน

.     .     .

The Nothing มาในภาพลักษณ์อันเป็นสิ่งถนัดของดนตรีแนวนี้ กับฟีล Depress เคล้าดนตรีหนักๆ เพื่อจับใจผู้ฟัง ปกของอัลบั้มเองก็น่าจะคุ้นเคยกับคนไทยไม่น้อยด้วย เพราะช่างละม้ายกับก้อนสายไฟพันกันยุ่งที่มักพบเห็นได้ตามทั่วไปในบ้านเรา😂

ท่อน Intro ของอัลบั้มช่วยปรับอารมณ์ให้พร้อมรับของหนักได้แบบเหลือๆ มีการแทรกเสียงเข้ามาเล็กๆ ให้พอจับได้ว่าเออ ที่เราจะฟังต่อไปมันคือ Korn แน่ๆ ซึ่งมันใช้เวลาไม่นานนัก ก่อนจะพาเราออกสตาร์ทเพลงแรก.

Cold‘ หนึ่งในเพลงที่วงปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันก่อน ทำหน้าที่เปิดประเดิมไม่มีบกพร่องเลย เพราะแม่งไม่ Cold เหมือนชื่อ แต่มาด้วยความวุ่นวาย คอรัสเดือดๆ พาหัวโยก เป็นเพลงจังหวะกลางๆ กรูฟเท่ๆ รวมไว้ครบทุกรสชาติ พาเราออกสตาร์ทด้วยกลิ่นอายที่คุ้นเคย เรียกว่าต้อนรับการกลับมาได้ลงตัวมากๆ

อีกเพลงไฮไลต์ที่ก็ปล่อยออกมาแล้วเหมือนกันอย่าง ‘You’ll Never Find Me‘ อันนี้ยิ่งคุ้นหนักเข้าไปใหญ่ เพราะมีการแบ่งท่อนแทบจะเรียกว่ามีแต่ Korn จริงๆ ที่ทำ ชวนให้นึกถึงผลงานดังอย่าง Falling Away from Me ไม่น้อย

ที่เป็นไฮไลต์ของเพลงเห็นจะหนีไม่พ้น Bridge ช่วงท้ายอย่าง “I’m lost, you’ll never find me” ที่แค่นึกภาพก็ขนลุกแล้ว ว่าถ้าได้เล่นสดมันจะเสียสติขนาดไหน

You’ll Never Find Me กับ MV ที่ต้อนรับการกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยม

สิ่งหนึ่งที่อัลบั้มนี้แทบจะฆ่าแฟนเพลงให้สู่สุขคติกัน ณ ตอนฟังเลย คือความที่สมกับเป็นเจ้าพ่อแห่งท่อน Bridge เพราะแทบทุกเพลงท่อนนี้แม่งเท่มากกกกกก เพลงถัดๆ มาอย่าง ‘The Darkness is Revealing‘ นั้นจะเป็นท่อนที่ร้องว่า Take a look around at the morning star, he’s coming for me แค่ฟังก็น่าโดดหย็อยๆ แล้ว (ref เบาๆ ไปเพลงของ limpbizkit มั้ย😂) และ ‘Idiosyncrasy‘ เองก็มีอยู่ไม่ด้อยกัน โดยเพลงนี้จะสลับไปหลายอารมณ์ สร้างความสดใหม่ขณะฟังครั้งแรกดีทีเดียว

.     .     .

ช่วงกลางอัลบั้มเราจะเห็นสีสันใหม่ๆ จากเพลง ‘Finally Free‘ ซึ่งมาแบบเพลงนูปกติ แต่แปลกหูสำหรับ Korn5555 น่าจะติดหูกันได้ไม่ยาก แถมภาคร้องก็มีประสานกันเบาๆ ฟังแล้วเพลินรื่นหูดีครับ

เช่นเดียวกับกันเพลง ‘Can You Hear Me‘ ที่เราเคยได้ฟังกันมาก่อนแล้ว เพลงนี้ก็ดู edgy เข้าถึงง่าย ให้ลุคหล่อเท่เหมือนกับวงหน้าใหม่ๆ ในยุคนี้ไม่น้อย และแน่นอน ยังอยู่กับอะไร lostๆ เหมือนเดิม ชอบเมโลดี้ที่ดันขึ้นสูงตลอดเพลง ไม่ตวัดกลับมาแผ่วช่วงท้ายเหมือนอย่างที่วงชอบทำ

Visualizer ดูเพลินๆ ของเพลง Can You Hear Me

กลับมาหนักกันต่อที่ ‘The Ringmaster‘ อันนี้แทบปรับตัวไม่ทัน5555 เนื้อหาเพลงดูเร้าหรือ แบ่งจังหวะการร้องเท่มาก และะะะบีทบ๊อกซ์ที่เราคิดถึงกลับมาแล้วว อยู่ในท่อน Bridge ที่ซัดหมัดเข้ามาเต็มๆ ชวนนึกถึง Freak on a Leash คือเปิดแบบธรรมดาแต่ไล่ระดับมาโคตรมันเลย

เพลงต่อมาอย่าง ‘Gravity of Discomfort‘ ใช้ซาวด์อิเล็คทรอนิกส์ร่วมกับอารมณ์ดิ่งๆ ตามสูตร มีท่อนคอรัสให้ร้องตามง่าย น่าโยกกันพอประมาณ แต่สิ่งที่ถูกใจมากคือช่วงท้ายเพลง ที่สลับไปใช้ไลน์กีต้าร์หนักๆ สุดจะเท่อะไรนั้น ทำให้นึกถึงสไตล์งานดนตรีของวงหน้ากากอีกวงนึงอยู่เหมือนกัน

.     .     .

The Nothing ยังคงใส่ความรุนแรงเข้ามาแบบไม่เบรค เหมือนกับจะบอกคนฟังว่า ถ้าอยากพักหัวก็กด pause เอาเองละกัน สำหรับเพลง ‘H@rd3r‘ นี่แค่ชื่อก็เบียวแล้ว😂 ชอบความใช้คีย์ร้องวิบัติๆ ช่วงต้น ล้อกับชื่อเพลงที่พิมพ์วิบัติเหมือนกัน เท่ชิบหาย555555 ก่อนที่โจนาธานจะเปลี่ยนคาแรคเตอร์เสียงร้องอีกครั้งหนึ่งใน ‘This Loss‘ ซึ่งเป็นเพลงที่ส่วนตัวผมประทับใจมาก ทั้งการเอาไลน์กีตาร์เท่ๆ ในช่วงแรกกลับมาใส่เนื้อหลังท่อนคอรัส และ Bridge คราวนี้คือสวิตช์ดนตรีไปอย่างลอย เปิดจังหวะให้ได้บรรจงร้องเสียงสั่นๆ กันแบบชัดๆ สุดแห่งจะดี ก่อนที่จะพาเราร่วงกลับมาขุมนรกต่อ

รวมๆ แล้ว This Loss ถือเป็นเพลงฉีกขนบเดิมๆ ของเพลงนูเมทัลไปได้หลายช็อตมาก เป็นระเบิดทิ้งท้ายที่ทรงพลังจริงๆ สำหรับอัลบั้มนี้

ทั้งนี้แล้ว ทุกเพลงปล่อย Official Audio ให้ได้ฟังกันใน Youtube ด้วยนะ

ที่ผมต้องบอกว่าเป็นระเบิดทิ้งท้าย เพราะแทร็กสุดท้าย. ‘Surrender to Failure‘ นั้นจะแตกต่างจากเพลงที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง เป็นการเฟดอารมณ์ออกก่อนจบ ซึ่งผมเชื่อว่ามันสะท้อนอารมณ์หม่นหมองและอาลัยของโจนาธาน เดวิส ออกมาอยู่ในคำร้องอย่างมาก อันสืบมาจากการเสียชีวิตของภรรยาเขาเมื่อปีก่อน

Surrender to Failure ปิดอัลบั้มนี้ลงอย่างเจ็บปวด ด้วย message จากสิ่งที่ประสบพบมาจริง เป็นความรู้สึกอันหนักอึ้งที่พวกเขา, Korn เลือกจะส่งมอบมันให้แฟนๆ เพื่อโยนเอาทุกความรู้สึก กลับคืนไปสู่ความว่างเปล่าดังเดิม ดุจชื่อของอัลบั้ม

.     .     .

โดยรวมแล้ว. The Nothing มีเนื้อหาเป็นปึกแผ่นมาก เป็นข้อดีที่หาได้ยากแล้วในอัลบั้มเพลงยุคนี้ แต่ถึงความหมายจะไปในทางเดียวกัน แต่ละเพลงก็ยังมีสเน่ห์ให้ต้องตั้งใจฟังทุกเพลงอยู่ดี เราชอบในการ represent ถึงตัวตนที่ไม่มีค่าอะไรเลย ถ่ายทอดเอาความเจ็บปวด หดหู่ จากการแบกรับความจริงที่เผชิญเอาไว้ไม่ไหว คอนทราสต์กับดนตรีเท่ๆ สนุกชวนโยกเป็นยิ่งยวด

ชื่อแต่ละ Track นี่อ่านแล้วก็พลอยสิ้นหวัง เปิดด้วย The End Begins ลงท้ายด้วย Surrender to Failure คิดได้ไง เป็นรุ่นใหญ่ที่เข้าใจความเป็นนู เข้าใจอารมณ์เชิงลบอย่างดีเยี่ยม จนบางทีเราอารมณ์ดีๆ อยู่ ฟังแล้วก็อยากจะ depress ปลอมๆ ขึ้นมาเพื่อเอนจอยกับเพลงเลยก็ยังว่าได้

เทียบกับงานชุดเก่าๆ ผมคิดว่ามันเป็นคุณภาพในระดับที่ใกล้เคียงหรือเหนือกว่าครับ มีหลายเพลงที่เตะหูมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยช่วงจังหวะกระแสด้วย ว่ามันจะเป็นที่นิยมไปได้ในระดับไหนเช่นกัน

.     .     .

สรุป. ถ้าไม่นับ Track สุดท้าย ก็ถือว่าเลี้ยงความเดือดมาต่อเนื่องจนจบ นี่จึงเป็นอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบมาก จนอยากจะเอามันปาใส่หน้าเพื่อนทุกคน ที่อยากจะเริ่มฟังวงนี้จริง

ปกติผมจะไม่ให้คะแนนกับสิ่งใดๆ ที่พูดถึงในบล็อก แต่สำหรับอัลบั้มนี้ ถ้าเต็ม 10 ผมก็จะให้คะแนนเท่ากับจำนวนคำว่า เท่ ที่ใช้มาตั้งแต่ต้นจนจบเลย

Zreast

Editor of Juke With Me 

เพราะจริงจังกับเรื่องเล่นๆ ดีกว่าเล่นๆ กับเรื่องจริงจัง

Zreast

Editor of Juke With Me 

เพราะจริงจังกับเรื่องเล่นๆ ดีกว่าเล่นๆ กับเรื่องจริงจัง

Pin It on Pinterest

Shares
Share This